วิจารณ์หนัง Dune ดูน

Dune ดูน

Dune ดูน ผู้กำกับภาพยนตร์ : Denis Villeneuve (Prisoners, Sicario, Arrival, Blade Runner 2049)

ตัวอย่างภาพยนตร์ Dune ดูน


Dune ดูน เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายไซไฟอมตะชื่อเดียวกัน เน้นเล่าเรื่องราวของ ‘พอล อาทรีเดส’ เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศในหลายด้าน โดยเฉพาะการมีนิมิตเห็นอนาคต พอลและตระกูลของเขาต้องเดินทางจากดาวบ้านเกิดตามบัญชาของจักรพรรดิไปยังดาวเคราะห์ทะเลทรายแสนอันตราย ครอบครัวของเขาต้องทำตามคำสั่งเพื่อปกป้องครอบครัวไม่ให้เผชิญกับภัยร้าย อีกทั้งยังต้องปกป้องผู้คนบนดาวไม่ให้ถูกรุนรานโดยกลุ่มที่ต้องการแย่งชิงเครื่องเทศที่มีมูลค่ามหาศาลอย่าง ‘สไปซ์’ บนดาวดวงนั้น...ศึกครั้งนี้มีเพียงผู้เอาชนะความกลัวเท่านั้นที่อยู่รอด!

เกริ่นไว้ก่อนเลยครับว่าส่วนตัวนั้นไม่เคยอ่านนิยายเรื่องดูน ไม่เคยดูเวอร์ชันภาพยนตร์ของป๋าเดวิด และเคยดูเวอร์ชั่นมินิซีรีส์ในวัยไม่ถึงสิบขวบจึงจำเนื้อหาอะไรไม่ได้แล้ว บทความนี้จึงเขียนขึ้นมาเพื่อวิจารณ์แค่ภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนๆ จะไม่เทียบกับผลงานชิ้นอื่นนะจ๊ะ

การเล่าเรื่องสำหรับเรื่อง Dune ดูน ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมครับ ผมชอบที่ภาพยนตร์ดูไม่ได้พยายามรีบเร่งเพื่อให้เป็นหนังบล็อกบัสเตอร์เน้นฉากแอ็คชั่นเหมือนเรื่องอื่น เนื้อเรื่องของเรื่องนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนดูละครแนวจักรๆ วงศ์ๆ เหมือนดูหนังแนวสงครามครูเสด เพราะว่าฉากหลังของหนังแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยผืนทราย (และแอบได้ยินมาว่านิยายเองก็ดัดแปลงวัฒนธรรมอิสลามมาใส่ในเรื่องเยอะ) หนังเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องชาติตระกูลของกลุ่มผู้มีอำนาจ เต็มไปด้วยเรื่องของการเมืองและการแย่งชิงพื้นที่อันล้ำค่า เดินไปคุยกัน เดินมาคุยกัน เต็มไปด้วยเรื่องจิตวิทยาและบททดสอบของพอล แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะคุยกันทั้งเรื่อง เพราะเมื่อผ่านครึ่งเรื่องแรกไปแล้วครึ่งหลังของหนังก็จะเริ่มมีฉากแอ็คชั่นและฉากตื่นเต้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฉากยิงถล่มฐานระเบิดระเบ้อไม่แพ้สตาร์วอรส์ ฉากสู้รบกันหลักสิบหลักร้อยก็มีบ้างประปราย ถือว่าพอจะมีพื้นที่ให้สำหรับคนที่มีความอดทนต่ำดูหนังช้าๆ ไม่ได้อยู่บ้าง หรือถ้าคุณอยากจะลองเข้าไปชมเรื่องนี้ก็ให้นึกไว้ว่าต้องปรับความคาดหวังให้เหมือนกำลังดูซีรีส์อยู่ครับ พวกซีรีส์แนวสงครามต่างๆ ให้นึกถึง Game of Thrones ที่แต่ละซีซั่นนั้นกว่าจะมีสงครามก็ปาเข้าไปท้ายซีซั่นโน่น ก่อนหน้าจะเป็นการปูเรื่องและการคุยกันทางการเมืองมากกว่า ประมาณนั้น

และเพื่อไม่ให้คาดหวังกับฉากสงครามในหนังมากไป ผมจะบอกไว้ก่อนเลยว่าฉากสงครามเท่าที่มีในเรื่องล้วนแล้วแต่มีให้เห็นแล้วในตัวอย่างภาพยนตร์นะ เพียงแต่มันจะยังพอมีฉากแอ็คชั่นระหว่างทางอยู่บ้างที่ไม่ได้มีให้เห็นในตัวอย่าง

การลำดับเรื่องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่ากล่าวถึง ด้วยความที่ตัวพอลเองนั้นมีนิมิตหยั่งรู้อนาคตได้ ภาพรวมของหนังจึงเหมือนเราได้กลับไปดูหนังเรื่อง Arrival ของป๋าเดนิสอีกรอบเลยครับ พอลเหมือนเด็กหลอนยา (ฮา) ที่ไม่ว่าจะตอนมีสติหรือตอนหลับจู่ๆ เขาก็มักจะเห็นภาพประหลาดๆ อยู่เสมอ ซึ่งคนตัดต่อเองก็นำเสนอฉากเหล่านี้ออกมาได้อย่างดีครับ ตัดสลับระหว่างความจริงกับภาพนิมิตได้ดี ทำให้เราเห็นภาพและคาดหวังได้ว่าอนาคตของพอลจะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สปอยล์ตัวเองจนเกินเหตุ เพราะภาพนิมิตแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นลูกล่อลูกชนในการเล่าเรื่อง ไม่ได้บอกตรงๆ ว่าในอนาคตจะเกิดสิ่งนี้ขึ้นอย่างแน่นอน เป็นการอุปมาอุปมัย อย่างเช่นการที่พอลเห็นภาพว่ามีไฟไหม้ต้นปาล์มก็ไม่ใช่เพราะว่ามีคนวางเพลิง แต่เป็นเพราะมีข้าศึกบุกมา อะไรประมาณนั้น

การแสดงของทุกคนในเรื่อง Dune ดูน ก็ดีมาก ดีเลิศสมชื่อหนังรวมนักแสดงระดับท็อปที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย ขูดเร้นพลังอารมณ์กันเต็มที่ทุกฉาก ใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่เรื่องของสีหน้าแววตาอันบ่งบอกลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละตัวละคร แต่ละกลุ่ม ไปจนถึงอารมณ์ความเจ็บปวดสุดขีดที่เอ่อล้นของหลายตัวละคร ไม่ได้มีนักแสดงคนไหนถูกทิ้งข้างทาง ทุกคนต่างช่วยกันนำเสนออารมณ์ของตัวละครที่ตนเองต้องรับผิดชอบในการถ่ายทอดได้อย่างถึงที่สุด เป็นอะไรที่เห็นได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะกับในหนังบล็อกบัสเตอร์ทุ่มทุนสร้างระดับนี้

Dune ดูน-Dune_Worm
ดนตรีประกอบโดย ‘ฮานส์ ซิมเมอร์’ ยังคงดีงามเช่นเคยครับ อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนแล้วว่าภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับทะเลทรายและศาสนาอิสลาม ตัวหนังจึงถูกครอบคลุมด้วยเพลงออเครสต้ากลิ่นอาหรับค่อนข้างหนัก แต่ก็ยังไม่ทิ้งเสียงเพลงโทนต่ำชวนขนลุกและกดดันอันเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของผู้กำกับมาตลอด และเพลงแนวนี้จะเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลฮาร์คอนเนนอันเป็นตัวร้ายหลักของเรื่องด้วย อีกทั้งภาพรวมดนตรีประกอบจะมีเสียงคอรัสชวนขนลุกคลออยู่ตลอดแทบทุกฉากเพื่อเพิ่มความขลังให้หนัง แต่ส่วนตัวแอบไม่ชอบตรงที่หลายฉากนั้นความดังของดนตรีมันก็สูงทะลุหูเกินเบอร์ไปหน่อย ยิ่งใหญ่จนน่ารำคาญ ปวดหัว

เสียงประกอบเองก็ช่วยให้หนังมีมิติที่แตกต่างจากหนังเรื่องอื่นอย่างมาก สมกับการเป็นภาพยนตร์ไซไฟสุดล้ำ ไล่ไปตั้งแต่เสียงโทนต่ำสุดลึกลับและน่ากลัวของเจ้าหนอนยักษ์ เสียงการทำงานของอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว เสียงประกอบเบาๆ แล้วค่อยไต่ระดับดังขึ้นที่ช่วยให้ฉากลอบเร้นลอบฆ่าหลายฉากชวนลุ้นมากขึ้น ไปจนถึงลักษณะของเสียงพลังบัญชาอันเป็นพลังพิเศษของพอลและแม่ที่ใช้สั่งคนให้ทำตามสั่งได้นั้นก็ดูหลอนและน่าขนลุก ชวนให้รู้สึกถึงความน่ากลัวของมันอย่างถึงกึ๋น

โปรดัคชั่นโดยภาพรวมสำหรับเรื่อง Dune ดูน เต็มเปี่ยมไปด้วยความสวยงามดีเลิศและยิ่งใหญ่อลังการมากครับ สมชื่อแฟรนไชส์ เป็นอีกส่วนงานที่ใส่ใจทุกรายละเอียดอย่างหมดจด ไล่ไปตั้งแต่งานสร้างฉากไซไฟที่มีทั้งกลิ่นอายอาหรับโลกอนาคต ไปจนถึงการออกแบบฉากโทนมืดลึกล้ำชวนสยองของตระกูลฮาร์เคนนอน เต็มไปด้วยหมอกและสีที่หม่นหมองกว่าชาวบ้าน นำเสนอถึงความชั่วร้าย การออกแบบยานพาหนะเองก็ทำได้ดีและแปลกประหลาด ได้กลิ่นอายของความเป็นแมลงที่ผสมเข้ากับเทคโนโลยีโลกอนาคตอันไกลโพ้น (ชอบเฮลิคอปเตอร์แมลงกระพือปีกมาก ฮ่าๆ) การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมก็เน้นให้เห็นภาพลักษณ์ที่ชัดเจนของแต่ละกลุ่ม แถมแต่ละชุดที่นำเสนอมาก็เท่ไม่หยอกด้วย รวมไปถึงการถ่ายทำฉากจริงผสมเข้ากับซีจีก็ช่วยให้หนังมีความสมจริงมากขึ้นไปอีก ชอบมาก

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาทำให้ผมยืนยันกับคุณได้เลยว่าถ้าคุณเป็นคนชอบงานศิลปะทางภาพยนตร์จริงๆ ใส่ใจการชมภาพยนตร์แบบทุกจุดทุกด้าน ผมแนะนำให้คุณชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์อย่างมาก เพราะตัวหนังเองต้องการความเอาใจใส่สูง มีฉากที่เราจำเป็นต้องเน้นสมาธิในการชมอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะรายละเอียดเรื่องความเงียบในเรื่องนั้นทำดีมาก ทำดีแบบที่ถ้าบ้านคุณไม่ได้มีห้องฉายภาพยนตร์เป็นของตนเองก็น่าจะไม่รู้สึกถึงโทนเสียงหลายจุดเลยล่ะ

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Dune ดูน จึงเป็นภาพยนตร์ไซไฟสุดยิ่งใหญ่ที่ทำออกมาได้ดีมาก ตัวภาพยนตร์เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงามหลายด้าน เนื้อเรื่องมีความจักรๆ วงศ์ๆ เน้นเรื่องการเมืองและการพูดคุยเป็นหลัก แต่เมื่อผ่านครึ่งเรื่องไปก็จะมีฉากแอ็คชั่นชวนลุ้นอยู่ตลอดเวลา การแสดงของทุกคนในเรื่องนี้ดีมาก มีความขูดเร้นพลังอารมณ์กันเต็มที่ เพลงประกอบของฮานส์คุมอารมณ์เรื่องได้อยู่หมัด ทั้งยิ่งใหญ่และน่าค้นหา โปรดัคชั่นโดยภาพรวมนั้นยิ่งดีเลิศทุกอณู ยิ่งใหญ่อลังการ สวยงามหมดจดทั้งการสร้างฉาก การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม และการใช้ซีจีได้อย่างสมจริงลงล็อค...ใครเป็นคอหนังไซไฟอลังการ ชอบหนังการเมืองจักรๆ วงศ์ๆ อยู่กับฉากคุยกันมากมายได้ ชอบงานโปรดัคชั่นสวยๆ งามๆ ดนตรีประกอบดี เชิญชมในโรงภาพยนตร์ได้เลย!

ปล.ลืมบอกไป...ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นครึ่งแรกเท่านั้น ยังไม่จบ และแม้ภาคต่อจะยังไม่ได้ไฟเขียวให้สร้างจากทางค่าย (ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2564) แต่ทาง CEO ของวอร์เนอร์ก็แอบตอบเป็นนัยๆ กับสื่อไว้แล้วว่าจะมีภาคต่อแน่นอน (แต่ไม่รู้ว่ามาเมื่อไหร่นะ)


ปิดท้ายด้วยคลิปแนะนำตัวละครและตระกูลภายในเรื่อง แนะนำให้ชมก่อน หากกลัวว่าจะตามเนื้อเรื่องแต่ละฝ่ายไม่ทัน

วิจารณ์หนังDune ดูน Review by Bombo Aruzo



บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: