ข่าวล่าสุด

:

ผู้นำ105 ชาติ ลงนามยุติการตัดไม้ทำลายป่า ภายในปี 2030 ที่การประชุมสหประชาชาติ

Amazon Forest                              ผืนป่าแอมะซอนที่กำลังถูกทำลาย   Photo Credit : greenqueen.com via WWF

ผู้นำ 105 ชาติ ลงนามในคำประกาศให้คำมั่นที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูป่าไม้ภายในปี 2030 ที่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 หรือ COP26 ถือเป็นข้อตกลงใหญ่ข้อแรกที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้

การลงนามครั้งนี้มีขึ้นในวันที่ 2 ของการประชุม COP26 ที่จัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ได้เดินทางมาร่วมการประชุมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ในการลงนามข้างต้นกลับไม่มีรายชื่อของประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว รวมอยู่ด้วย

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ย. ระบุว่า จะมีประเทศต่าง ๆ ร่วมลงนามทั้งสิ้น 105 ประเทศ อาทิ แคนาดา จีน อินโดนีเซีย รัสเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ เวียดนาม รวมทั้ง บราซิล ประเทศซึ่งครอบครองผืนป่าแอมะซอนที่กำลังถูกทำลายเป็นวงกว้าง

คำประกาศนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาทางเศรษฐกิจและการเมืองครั้งสำคัญในการยุติการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก โดยทั้ง 105 ประเทศที่ร่วมลงนาม เป็นเจ้าของผืนป่าที่ครอบคลุมเนื้อที่ราว 85% ของป่าไม้ทั่วโลก

ประเทศที่ร่วมลงนามได้ให้คำมั่นจะสมทบเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเกือบ 14,000 ล้านปอนด์ (ราว 644,000 ล้านบาท ) เพื่อใช้แก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า โดยเงินส่วนหนึ่งจะมอบให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูผืนป่าที่ถูกทำลาย แก้ปัญหาไฟป่า และสนับสนุนชุมชนพื้นเมืองที่ต้องพึ่งพาป่าฝนในการดำรงชีพ ในจำนวนนี้ราว 1,100 ล้านปอนด์ จะใช้ในการปกป้องป่าฝนเขตร้อนขนาดใหญ่อันดับสองของโลกบริเวณลุ่มน้ำคองโก ในแถบแอฟริกากลาง

นอกจากนี้ รัฐบาล 28 ประเทศยังให้คำมั่นจะขจัดการตัดไม้ทำลายป่าออกจากการค้าอาหารโลก และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่น ๆ เช่น น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และโกโก้ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายป่า เพื่อเอาพื้นที่ไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ และปลูกพืชเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันบริษัทการเงินรายใหญ่ของโลก เช่น เอวีว่า (Aviva) ชโรเดอร์ส (Schroders) และแอกซ่า (Axa) ได้ให้คำมั่นจะเลิกลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน เจ้าภาพการประชุม COP26 กล่าวว่า "เราต้องหยุดยั้งการสูญเสียป่าไม้อย่างมากมายของพวกเรา...และยุติบทบาทของมนุษย์ในฐานะผู้พิชิตธรรมชาติ แล้วเป็นมาเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติแทน"

ศาสตราจารย์ไซมอน ลูอีส ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและป่าไม้ จากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า นี่ถือเป็นข่าวดีที่มีการให้คำมั่นสัญญาทางการเมืองจากหลายประเทศ เพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่า และคำมั่นการให้เงินทุนสนับสนุนแผนการนี้

อย่างไรก็ตาม เขาบอกกับบีบีซีว่า ที่ผ่านมาโลกได้เคยเห็นคำประกาศแบบนี้มาแล้วในปี 2014 ในการประชุมที่นครนิวยอร์ก แต่ก็ไม่สามารถชะลอปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าได้เลยแม้แต่น้อย


   รายงานภูมิอากาศโลกเผย เราไม่สามารถแก้ปัญหาโลกร้อนให้หวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีก

ป่าอินโดนีเซีย                                   Reuters

ขณะที่ ดร.ไนเจล ไซเซอร์ นักนิเวศวิทยา ระบุว่านี่เป็น "ข้อตกลงสำคัญ" แต่ชี้ว่าบางคนอาจรู้สึกว่าการตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2030 เป็นเรื่องน่าผิดหวัง "เรากำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการให้เวลาตัวเองอีก 10 ปีในการแก้ปัญหานี้ จึงดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกันนัก"

"แต่นี่อาจสอดคล้องกับความเป็นจริง และสิ่งที่เราจะบรรลุเป้าหมายได้มากที่สุด" ดร.ไซเซอร์ กล่าว

การลงนามในคำประกาศนี้มีประเทศที่เป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ปัญหาเข้าร่วมด้วยหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ทว่าอุตสาหกรรมนี้ คือสาเหตุสำคัญของการทำลายป่าไม้ และถิ่นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมือง

ส่วนรัสเซีย ก็มีผืนป่าธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีต้นไม้กว่า 1 ใน 5 ของต้นไม้ทั้งหมดบนโลก และช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงปีละกว่า 1,500 ล้านตัน

ขณะที่บราซิล ก็มีป่าแอมะซอน ซึ่งเป็นป่าฝนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และต้องเผชิญปัญหาการตัดไม้รุนแรงที่สุดในรอบ 12 ปี เมื่อปี 2020 ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร

นายจอร์จ ยูสทิส รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร ระบุว่า คำประกาศยุติการตัดไม้ทำลายป่าครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีประเทศสำคัญ ๆ เข้าร่วมด้วย

"ครั้งก่อน (ปี 2014) เคยมีความพยายามในการขอคำมั่นสัญญาเรื่องป่าไม้ แต่บราซิลไม่ได้เข้าร่วมด้วย เช่นเดียวกับรัสเซีย และจีน"

ด้าน ดร.ไซเซอร์ นักนิเวศวิทยา ระบุว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตัดไม้ทำลายป่าในบราซิลคือ การนำพื้นที่ไปปลูกถั่วเหลือง ซึ่งผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังประเทศจีน และยุโรป เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น หมู และไก่

"พวกเราต่างก็บริโภคอาหารเหล่านี้ นอกเสียจากเราจะเป็นคนรับประทานมังสวิรัติอย่างเคร่งครัด หรือไม่รับประทานถั่วเหลืองเลย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่มากที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน" ดร.ไซเซอร์ กล่าว

ต้นไม้คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เพราะทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (carbon sinks) ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศโลก โดยดูดซับก๊าซชนิดนี้ได้ราว 1 ใน 3 ของปริมาณที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกปล่อยออกมาในแต่ละปี

ทว่าปัจจุบันโลกกำลังสูญเสียป่าไม้ไปอย่างรวดเร็ว คือมีพื้นที่ประมาณ 27 สนามฟุตบอลถูกทำลายลงในทุก 1 นาที

นอกจากนี้ ป่าไม้ที่ถูกทำลายไปจนเสื่อมโทรมยังเริ่มปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย บรรดานักวิทยาศาสตร์จึงกังวลว่าโลกจะเข้าสู่จุดพลิกผันที่จะเกิดวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศขึ้นอย่างฉับพลันและไม่สามารถคาดการณ์ได้

  ที่มา  BBC Thai

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: