ข่าวล่าสุด

:

วัคซีน mRNA คืออะไร ทำไมหลายคนถึงเรียกร้อง

mRNA vaccine                     

วัคซีน mRNA คืออะไร ทำไมหลายคนถึงเรียกร้อง

กระแสเรียกร้องการนำเข้าวัคซีนป้องโควิด-19 ชนิด mRNA เป็นไปอย่างท่วมท้นในขณะนี้ เนื่องด้วยการระบาดในละลอก 4 ที่รุนแรงกว่าเดิม ยอดผู้ติดเชื้อและอาการหนักจนเสียชีวิตพุ่งสูง จนมีการกล่าวถึงข้อสงสัยในประสิทธิภาพของวัคซีนที่รัฐบาลนำเข้ามาฉีดให้กับประชาชน

อีกทั้งงานวิจัยต่างๆ ที่ทยอยเปิดเผยออกมาว่า วัคซีนที่จะสามารถต่อกรกับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา และสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์อื่นๆ ควรจะเป็นวัคซีนชนิด mRNA แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่า ชนิดนี้เป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรหรือไม่

วัคซีนชนิด mRNA ถูกพัฒนาจากอะไร

ผลการศึกษาจาก Centers for Disease Control: CDC หน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา พบว่าวัคซีนป้องกันโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ covid-19 ชนิด mRNA จำนวน 2 ประเภท พัฒนาจาก Pfizer - BioNTech (ไฟเซอร์-ไบออนเทค) กับ Moderna (โมเดอร์นา) ซึ่งได้รับอนุมัติให้สามารถใช้งานได้แล้วในกรณีฉุกเฉินของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพราะสามารถป้องกันการเข้ารักษาตัวภายในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปได้

นอกจากนี้ “มาร์โค คาวาเลอรี” หัวหน้าฝ่ายภัยคุกคามทางสุขภาพและกลยุทธ์วัคซีนขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ยังกล่าวว่า “วัคซีนชนิด mRNA น่าจะรับประกันการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ชนิดกลายพันธุ์ได้เพียงพอ ซึ่งข้อมูลค่อนข้างแน่นอนว่าอย่างน้อยวัคซีนชนิด mRNA จะสามารถป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ในอินเดียได้”

จุดเด่นและจุดด้อยของวัคซีนชนิด mRNA

วัคซีน mRNA มีจุดเด่น คือ ผลิตได้ง่าย รวดเร็ว และสามารถรองรับสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์ได้โดยการปรับปรุงวัคซีน อีกทั้งเป็นเทคนิคการผลิตแบบใหม่ที่ไม่เคยใช้ผลิตวัคซีนอื่น แต่มีการใช้งานแล้ว 100 ล้านโดส ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยได้

ส่วนจุดด้อย คือ จะต้องอาศัย Nanoparticle - นาโนพาร์ติเคิล เป็นสารที่ใช้ห่อห้มป้องกัน และเป็นตัวนำ mRNA ซึ่งสารนี้อาจกระตุ้นทำให้เกิดการแพ้รุนแรงได้ และจำเป็นต้องเก็บรักษาวัคซีนในอุณหภูมิที่ต่ำมาก เพราะ mRNA ถูกทำลายได้ง่าย


แคมเปญเรียกร้องวัคซีน

ก่อนหน้านี้มีการทำ แคมเปญ “เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดเสรีวัคซีนโควิด-19” จัดทำขึ้นจาก Emilie Moore ที่หารายชื่อรวมได้มากถึง 50,000 รายชื่อ จากภาคเอกชน สำหรับทำการเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้อย่างเสรี โดยให้รัฐบาลทำกรอบเวลาที่มีความชัดเจน และวัคซีนจะต้องได้รับการตรวจอนุมติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย โดยจะต้องทำทุกขั้นตอนให้ไวมากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้เร็ว และถือเป็นการลดภาระการกระจายวัคซีน รวมทั้งการบริหารงบประมาณของภาครัฐอีกด้วย

ข้อเรียกร้องเพื่อกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์

ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า นายแพทย์อุดม คชินทร แถลงว่าคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ที่มีนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร (ประธาน) มีมติว่า กลุ่มของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งมีจำนวนกว่า 7 แสนคน ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือ Booter Dose โดยนายแพทย์อุดมกล่าวว่า

“เราสรุปจะต้องบูสเตอร์โดส ถ้าไฟเซอร์ยังไม่มา เราจะฉีด AstraZeneca ให้ ถ้า Pfizer 1.5 ล้านโดส (ที่สหรัสฯ บริจาคให้กับไทย) มาเร็ว ก็ให้บุคลากรทางการแพทย์ก่อน” และกล่าวมอีกว่า

“บูสเตอร์โดสมีความสำคัญแน่นอน แต่ขอกรุณาอย่าไปลดประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแวค เพราะสามารถลดเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้”

ทั่วโลกกับแนวทางการให้บูสเตอร์โดส

รองประธานที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า นายแพทย์อุดม คชินทร กล่าวว่า “ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดแนวทางการให้บูสเตอร์ ไม่ว่าจากประเทศใด หรือกระทั่งจากองค์การอนามัยโลก แต่ขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องนี้อยู่ คาดว่าอีก 1 เดือนจะรู้ผล และจะเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่กำหนดแนวทางการให้บูสเตอร์โดส ซึ่งจะไม่ได้ใช้กับคนทั่วไป แต่ใช้สำหรับผู้มีความเสี่ยงสูงที่จะไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ส่วนหลังจากนั้น จะเป็นกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง” และกล่าวเพิ่มเติมว่า

“สำหรับเด็ก ยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย เพราะเด็กติดเชื้อ อาการไม่รุนแรง ทำให้ต้องฉีดให้กลุ่มผู้ใหญ่ที่เสี่ยง มิฉะนั้น ตายวันละ 50-60 คน ไม่ไหว ส่วน 20 ล้านโดสที่จะมาไตรมาส 4 มีเวลาจะระดมฉีดให้เต็มที่”

สุดท้ายเราต้องติดตามต่อไปว่าหลังได้วัคซีน mRNA ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนหรือไม่


 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: