ข่าวล่าสุด

:

ค่าเหยียบแผ่นดินหรือภาษีนักท่องเที่ยวคืออะไร ประเทศไหนมีบ้างนะ??

Airport Tourist                                        Photo : pattayamail.com

จากกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายเรียกเก็บเงิน “ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือ “ภาษีนักท่องเที่ยว” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย โดยจะเริ่มเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ 300 บาทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

“ค่าเหยียบแผ่นดิน” หรือ “ภาษีนักท่องเที่ยว” จัดเป็นค่าบริหารจัดการค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะต้องจ่ายเพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายปกติ เมื่อเดินทางเข้ามาสู่ประเทศ  ซึ่งในหลายๆ ประเทศ มีการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวมาก่อนแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ภูฏาน มาเลเซีย หรือหลายประเทศในยุโรป โดยอาจจะรวมอยู่ในราคาตั๋วเครื่องบิน รวมอยู่ในราคาห้องพักในโรงแรมที่นักท่องเที่ยวต้องจองล่วงหน้า

ที่ผ่านมาในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด เช่น ค่าธรรมเนียมเข้าพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ หรือการตั้งแคมป์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมีการเรียกเก็บมากกว่าคนในประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ที่ไทยแต่ในหลายประเทศก็เป็นเช่นเดียวกัน อาทิ แทนซาเนีย ที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากนักท่องเที่ยว ที่ซื้อสินค้า ถึง 18 %

แต่เมื่อพูดถึงการเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว” หรือ “ภาษีนักท่องเที่ยว” หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” นั้นมีที่ไหนบ้าง

- ภูฏาน เรียกเก็บ แพงที่สุดในโลก ประมาณ 200-250 ดอลลาร์ ต่อวัน หรือ ประมาณ 8,300 บาท/วัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงของปี ค่าใช้จ่ายนี้ เป็นการเก็บรวมค่าธรรมเนียมต่างๆ ด้วย

- ญี่ปุ่น เก็บภาษีนักท่องเที่ยว ที่เรียกว่า “sayonara tax” จ่ายประมาณ 1,000 เยน หรือ ($ 9.25)

- นิวซีแลนด์ เก็บภาษี 35 ดอลลาร์ นิวซีแลนด์ หรือ ($ 23.94) รวมถึงคนที่มาจาก ออสเตรเลีย

- ฝรั่งเศส เรียกว่า “ taxe de sejour “ ฝรั่งเศส เรียกเก็บภาษี ขึ้นกับเมืองที่ไปท่องเที่ยว เช่น ปารีส หรือ ลียง เป็นต้น


- เยอรมันนี เรียกว่า “ culture tax” หรือ เป็นภาษาเยอรมัน “ kultur for derabgabe “ หรือ “ bed tax” ประมาณ 5 ยูโร ($ 5.67) ต่อคนต่อวัน หรือ รวมอยู่ในค่าที่พัก 5 %

- อิตาลี เรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยว ขึ้นอยู่กับว่า ไปที่เมืองไหน เช่น โรม เก็บภาษี ที่ 3 - 7 ยูโร ($ 3.40 - 7.94) ต่อคืน ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของที่พัก บางเมือง เช่น เมือง Bagnoregio เมืองโบราณที่อยู่บนยอดเขา มีค่าธรรมเนียมเข้าเมือง 5 ยูโร ($ 5.67) เมือง เวนีส เก็บค่าธรรมเนียม 10 ยูโร ($ 11.34) เรียกว่า “luxury tax"

- สเปน เก็บ 4 ยูโร ($ 4.54) คน / วัน และ หากจะไปเมืองมาดริด ต้องมีภาษีนักท่องเที่ยว อีก 2.50 ยูโร ($ 2.84)

- สวิตเซอร์แลนด์ เก็บภาษีขึ้นอยู่กับสถานที่ คิด คน/คืน ประมาณ 2.50 ฟรังสวิส ($ 2.50)

- กรีซ เก็บภาษีนักท่องเที่ยว ตามความหรูหรา ระดับของโรงแรมที่พัก และจำนวนห้องพัก มีอัตราอยู่ที่ 0.50 - 4 ยูโร ($0.57 - 4.54)

- เบลเยี่ยม คำนวนภาษีด้วยราคาห้องพัก และขนาดของโรงแรม ตั้งแต่ 2.39 ยูโร ($2.72) คิดตามจำนวนคนเข้าพักและจำนวนคืนที่พัก

- โรมาเนีย คิดตามอัตรคาการเข้าพักที่โรงแรมเช่นกัน คือ 1 % ของค่าห้องพัก และยังมีค่าธรรมเนียม การเที่ยวในเมือง ค่าธรรมเนียมในแหล่งท่องเที่ยวภูเขา - ทะเล และค่าภาษีความปลอดภัย ที่เรียกว่า “rescure tax”

- สโลเวีย 3.13 ยูโร ($3.55)ต่อคืนในเมืองใหญ่ แต่เรียกเก็บภาษี 1.57 ยูโร ($1.78) สำหรับเด็กเยาวชน อายุ 7-18 หรือ สำหรับคนที่พักในเมืองอื่น ๆ หรือ เมื่อตั้งแคมป์

สรุปแล้ว ในยุโรป ประเทศส่วนใหญ่ ก็เรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวตามข้อมูลนี้

ประเทศในอาเซียน

- อินโดนีเซีย ถ้าจะไปเที่ยวบาหลี มีภาษีนักท่องเที่ยว 10 ดอลลาร์

- มาเลเซีย มีภาษี 10 ริงกิต หรือ ประมาณ 2.45 ดอลลาร์

- ประเทศไทยเองก็จะเริ่มเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ 1 เม.ย.2565 เพื่อไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และทำประกันให้แก่นักท่องเที่ยว กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต จะได้รับวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท หรือ ค่ารักษาพยาบาล ได้รับสูงสุด 5 แสนบาท

 

   ที่มา  news.thaipbs  ,  mgronline.com

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: