ข่าวล่าสุด

:

แพทย์หญิงชาวเมียนมา รับรางวัลเพื่อสิทธิมนุษยชนปี 2565

ซินเธีย หม่อง


ซินเธีย หม่อง แพทย์หญิงชาวเมียนมาวัย 62 ปี กับแม่ตาวคลินิกของเธอ ได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำปี 2565 จากมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา

คณะกรรมการให้เหตุผลว่าหมอซินเธีย และแม่ตาวคลินิกของเธอ ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ทำกิจกรรมเพื่อมนุษยธรรมช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาและแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังให้กับอนาคตของประเทศบ้านเกิด

"การชุมนุมหลังเกิดการรัฐประหารครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความกล้าหาญและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต่อสู้กับรัฐบาลทหารมากขึ้น...ผู้คนกังวลว่าหากทหารยังรุ่งเรืองในอำนาจต่อไป ประชาชนจะถูกกดขี่ และคนรุ่นใหม่ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นโดยตรง" เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยไว้ในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมาเมื่อ 1 ก.พ. 2564

"ผู้คนกังวลว่าหากทหารยังรุ่งเรืองในอำนาจต่อไป ประชาชนจะถูกกดขี่ และคนรุ่นใหม่ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นโดยตรง" หมอซินเธียกล่าวกับบีบีซีไทยที่แม่ตาวคลินิก ใน อ.แม่สอด จ.ตาก

แพทย์หญิงเชื้อสายกะเหรี่ยงผู้นี้ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับพี่น้องร่วมชาติบนท้องถนนในบ้านเกิดในนครย่างกุ้งประท้วงการรัฐประหารที่เกิดเมื่อ 1 ปีมาแล้ว แต่เธอมีประสบการณ์ตรงกับความโหดร้ายของกองทัพเมียนมาที่ออกปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างในเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารที่เริ่มต้นเมื่อ 8 ส.ค. 1988 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม 8888 Uprising หรือ เหตุการณ์ 8-8-88

การประท้วงครั้งนั้นเริ่มจากนักศึกษาในย่างกุ้งแล้วขยายออกไปทั่วประเทศ มีผู้ชุมนุมหลายแสนคนที่รวมถึงพระสงฆ์จำนวนมาก จนการเคลื่อนไหวนี้มีอีกชื่อว่า "การปฏิวัติสีกรัก" (Saffron Revolution) จนนำมาสู่การปราบปรามอย่างโหดเหี้ยม และในที่สุดการทำรัฐประหารเลือดนองเมื่อ 18 ก.ย. มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนจากการปราบปรามอย่างทารุณของทหาร แต่ทางการเมียนมาบอกว่ามีราว 350 คน เท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้อพยพออกนอกประเทศนับหมื่นราย หนึ่งในนั้นคือ หมอซินเธียผู้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ที่ อ.แม่สอด

กำเนิดแม่ตาวคลินิก

หมอซินเธีย จบการแพทย์จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในปี 2528 พอเกิดรัฐประหารขึ้นในอีก 3 ปีต่อมา เธอจึงตัดสินใจมาหลบอยู่ที่ไทยด้วยเครื่องมือแพทย์อันจำกัด แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่น เธอใช้ทักษะและความรู้ของเธอให้บริการด้านการแพทย์ต่อชาวเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง สร้างแม่ตาวคลินิกจากบ้านไม้เก่า ๆ หลังหนึ่งย่านชานเมืองของ อ.แม่สอด

ในช่วงแรก คลินิกแทบไม่มีเสบียง ไม่มีเงิน และไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมด้านการแพทย์โดยตรงนอกจากหมอซินเธีย นอกจากนี้พวกเขาอยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายและพูดภาษาไทยไม่ได้


เครื่องมือแพทย์ทั้งหมดของคลินิกใส่ลงในถุงผ้าที่หมอซินเธีย สะพายไหล่ระหว่างการเดินทาง 10 คืน เพื่อหลบหนีผ่านป่าบริเวณชายแดนด้านตะวันออกของเมียนมา มีหูฟัง กรรไกร คีมสองคู่ เทอร์โมมิเตอร์ เครื่องวัดความดันโลหิต ตำราการแพทย์หนึ่งเล่ม และยาพื้นฐานสองสามห่อ ด้วยเครื่องมือที่จำกัดเหล่านี้และความมุ่งมั่นในการดูแลทุกคนที่หนีสงครามและการกดขี่ในพม่า คลินิกแม่เต่าจึงถือกำเนิดขึ้น

ตั้งแต่ปลายปี 2531 จนถึงวัยเกินเลขหก ซินเธีย ยังไม่หยุดทำงานด้านสาธารณสุขในฐานะแพทย์เพื่อรักษาชาวเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย อีกทั้งส่งเสริมให้คนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พลัดถิ่นจากภาวะสงครามได้รับการปกป้องในด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน ได้รับบริการสุขภาพ และการศึกษา

"เราเติบโตขึ้นมากับสังคมนี้ และอยากให้มอบโอกาสอันเท่าเทียบกันกับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส หลายคนที่เราพบเห็น มีฐานะยากจนมาก และไม่มีอาหารการกินที่มากเพียงพอ พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งที่พักอาศัยหรือการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพด้วยซ้ำ" หมอซินเธียกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

"ในฐานะที่ดิฉันให้บริการด้านสุขภาพ จึงสนับสนุนให้เกิดระบบสาธารณสุขที่เท่าเทียมและทั่วถึงคนทุกกลุ่ม และปกป้องผู้คนจากการได้รับความรุนแรงทั้งจากภัยสังคมและความรุนแรงในครอบครัวหรือจากนายจ้าง และนั่นคือสาเหตุที่ดิฉันเลือกที่จะมาทำงานบริการสาธารณสุขและการส่งเสริมด้านสุขภาพเพื่อทุกคน"

แม่ตาวคลินิกไม่ได้รับคนไข้ที่ได้รับการบาดเจ็บจากสงครามโดยตรง แต่เป็นผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ ในพื้นที่ หรือโรคติดต่อเรื้อรังหลายชนิดวนเวียนเข้ามา เช่นช่วงหนึ่ง เป็นการระบาดของไข้มาลาเรีย และล่าสุดก็คือคนไข้จากเชื้อไวรัสโควิด-19

"เราไม่ค่อยมีคนไข้ที่เข้ามาหาเราจากผลกระทบทางด้านสงครามโดยตรง แต่ภาวะสังคมเมียนมาในขณะนี้ จะทำให้การเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขเป็นไปได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและผู้หญิง" หมอซินเธียกล่าว

หมอซินเธีย หม่อง ผู้ก่อตั้งแม่ตาวคลินิก ผู้เป็นเสมือนแม่พระของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้รับรางวัลด้านสันติภาพและการแพทย์จากงานที่เธอทำมากมายตลอดเวลากว่า 30 ปี เกือบ 30 รางวัล โดยรางวัลใหญ่ ๆ บางส่วนที่เธอได้รับตลอดชีวิตการทำงานของเธอ ได้แก่

    พ.ศ. 2561 รางวัล N-Peace จาก UNPD
    พ.ศ. 2548 รางวัลเอเชียนฮีโร่จากนิตยสารไทม์
    พ.ศ. 2548 ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ
    พ.ศ. 2545 รางวัลแม๊กไซไซ สาขาผู้นำชุมชน

 

  ที่มา  BBC Thai

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: