ข่าวล่าสุด

:

ไทยผ่านร่างพรบ.ป้องกันทำผิดซ้ำคดีทางเพศ-ความรุนแรง ฉีดให้ฝ่อ

นักโทษ prison

ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. … ผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาแล้ว โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ มาตรการฉีดลดฮอร์โมนเพศชาย หรือ "ฉีดให้ฝ่อ"

ร่างกฎหมายฉบับนี้ นับเป็นเรื่องใหม่ ที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายขึ้นมาเป็นการเฉพาะเจาะจง เสนอโดยคณะรัฐมนตรีผ่านกระทรวงยุติธรรม และ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

หลักการของกฎหมายระบุว่า ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาเกี่ยวกับเพศ หรือที่ใช้ความรุนแรง เมื่อถูกจำคุกจนพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวสู่สังคมไปแล้ว แม้จะมีการติดตามจากเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจบ้าง แต่ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย และไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

"ท่านอาจเคยเห็นว่ามีผู้กระทำความผิดที่ถูกติดตามความประพฤติ จากที่พ้นโทษแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการขอความร่วมมือ จะทำได้หรือไม่ได้ ไม่ได้มีผลบังคับเป็นกฎหมาย จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้พ้นโทษนั้น ยินยอมหรือสมัครใจให้ติดตามเท่านั้น" น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส. กทม. พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายเสนอร่างกฎหมาย เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการ "ฉีดให้ฝ่อ" นั้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า  "ค่าใช้จ่ายการฉีดให้ฝ่อ 100,000 บาทต่อรายนั้น คิดว่าคงมีไม่กี่คนที่ต้องฉีด และขั้นตอนไม่ได้เร็วหรือง่าย การที่เรามีกำไลอีเอ็ม (EM) และอาสาสมัครคุมประพฤติสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้มากอยู่แล้ว"

ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 3 เมื่อเดือน ก.พ. 2565 และวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบ เมื่อ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา

อะไร คือ พ.ร.บ. ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีทางเพศ-ใช้ความรุนแรง

ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. … ใช้บังคับกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ ชีวิตและร่างกาย และเสรีภาพ

  - ความผิดเกี่ยวกับเพศ ประกอบด้วย 1) ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา 2) ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 3) ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย 4) ความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 5) ความผิดฐานพาเด็กอายุเกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อทำอนาจาร และ 6) ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหรือใช้กำลังประทุษร้าย

  - ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ประกอบด้วย 1) ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 2) ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และ 3) ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นอันตรายสาหัส

  - ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ คือ ความผิดฐานลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่

เนื้อหาสาระสำคัญ คือ การกำหนดมาตรการ แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ซึ่งกำหนดให้มีมาตรการทางการแพทย์เอาไว้ หรือการฉีดลดฮอร์โมนเพศชาย และมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ซึ่งมีมาตรการติดตาม 13 กรณี เช่น การห้ามออกนอกประเทศ ให้พักอาศัยในสถานที่ที่กำหนด และการให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในการเฝ้าระวัง

ประเด็นของมาตรการทางการแพทย์ เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. นั้นระบุว่า ต้องกำหนดให้เป็นคำสั่งของศาล ให้ดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างน้อย 2 คน ซึ่งมีความเห็นพ้องต้องกัน หากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องมีการใช้ยา ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อผู้กระทำความผิดให้ความยินยอม


"การจะฉีดลดฮอร์โมน ต้องได้รับความยินยอมจากผู้กระทำผิด และเข้าคณะกรรมการพิจารณา และต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่กำหนดไว้ว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คน ต้องเห็นพ้องต้องกัน และต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์ อย่างน้อยสาขาละ 1 คน" น.ส.พัชรินทร์ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจะเด็จ เชาวน์วิไล นักเคลื่อนไหวจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลบอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีการเช่นนี้ เพราะรากของปัญหาคดีคุกคามล่วงละเมิดทางเพศ เรื่องอำนาจทางเพศที่ชายเป็นใหญ่ที่อยู่ในตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ถูกแก้ไข

"ถ้าคุณอยากปรับนักโทษที่มีพฤติกรรมกระทำซ้ำ คุณไปฉีดให้ฝ่อ เป็นการลงโทษ แล้วเขาไม่ได้มีการเปลี่ยนวิธีคิด ยิ่งถูกลงโทษ ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น มันก็มาทำผิดอีกครั้ง มันไม่ได้ปรับพฤติกรรมอะไรเลย"

ผอ. มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า กระบวนการลงโทษผู้กระทำผิดในปัจจุบัน ใช้กระบวนการที่ตีตรา แต่ไม่ได้มุ่งแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำผิดเพื่อคืนสู่สังคม การลงโทษจึงมักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเพราะเป็นกระบวนการที่เห็นผลชัดมากกว่า

จะเด็จ เห็นว่ารัฐควรลงทุนกับการแก้ปัญหาที่มุ่งปรับความคิดพฤติกรรมของผู้กระทำผิดเช่นตัวอย่างที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก หรือบ้านกาญจนาฯ ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็น "ราชทัณฑ์ที่ไม่มีรั้ว" ที่มุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายใต้พื้นฐานที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผ่านกระบวนการจิตวิทยาการเรียนรู้

ตัวอย่างในต่างประเทศ

เกาหลีใต้ ปากีสถาน อินโดนีเซีย และอย่างน้อยอีก 5 รัฐ ในสหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการฉีดลดฮอร์โมนทางเพศแก่ผู้กระทำผิดในคดีความทางเพศเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เมื่อปี 2019 รัฐแอละบามาในสหรัฐฯ เป็นรัฐล่าสุดที่บังคับใช้กฎหมายนี้

ในปีเดียวกันศาลในอินโดนีเซียตัดสินให้มีการใช้โทษฉีดสารเคมีให้อัณฑะฝ่อเป็นครั้งแรก กับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิง 9 คน หลังบังคับใช้เมื่อปี 2016 พร้อมตัดสินจำคุกอีก 12 ปี และปรับเป็นเงิน 7,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่สมาคมแพทย์อินโดนีเซียปฏิเสธที่จะลงมือปฏิบัติการด้วยเหตุผลเรื่องจริยธรรมทางการแพทย์

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์บทความอ้างอิง รายงานของวารสารทางการแพทย์ที่ชื่อว่า สถาบันจิตเวชศาสตร์และกฎหมายอเมริกัน (American Academy of Psychiatry and the Law) ระบุว่า การฉีดยาเพื่อลดฮอร์โมนทางเพศมีผลทำให้สารเทสโทสเตอร์โรน ฮอร์โมนเพศที่สำคัญที่สุดของผู้ชายลดลง และกระทบกับการเบี่ยงเบนทางเพศ โดยผลการศึกษานี้เป็นการรายงานจากผู้ที่ถูกฉีดยา ที่ผู้วิจัยติดตามดูความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับแรงขับทางเพศ และพฤติกรรม

ส่วนรายงานจากวารสารทางการแพทย์ของเกาหลีใต้ในปี 2013 ระบุว่า การฉีดยาลดฮอร์โมนทางเพศมีผลทำให้การกลับมากระทำผิดซ้ำมีระดับต่ำ แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการลงมือล่วงละเมิดทางเพศ

อย่างไรก็ตาม นิวยอร์กไทมส์บอกว่า ผู้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการดังกล่าวในสหรัฐฯ โต้แย้งว่า วิธีการนี้เป็นการบีบบังคับผู้ต้องขังซึ่งอาจถูกบังคับให้เลือกระหว่างการถูกคุมขังในเรือนจำหรือรับยา ส่วนกลุ่มแพทย์ที่มีมุมมองเรื่องจริยธรรมทางการแพทย์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่ผู้ต้องขังได้รับ และข้อมูลที่เพียงพอก่อนที่พวกเขาได้รับก่อนตัดสินใจรับการฉีดยาลดฮอร์โมน

 

 ที่มา BBC Thai

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: