ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา กับ ฉีดไขมันใต้ตา แตกต่างกันอย่างไร?

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

     หากคุณต้องการแก้ปัญหาริ้วรอยใต้ตา ใต้ตาคล้ำ ตาโหล เบ้าตาลึก คุณอาจจะเคยได้ยินการ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา และการฉีดไขมันใต้ตามาก่อน เพราะทั้งสองวิธีนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากด้วยผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน แต่คุณทราบหรือไม่ว่าทั้งสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร? มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร? และวิธีไหนเห็นผลได้ดีที่สุด?

    การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

    การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการเติมสารที่เรียกว่า Hyaluronic Acid เข้าไปที่บริเวณใต้ตา เพื่อเติมเต็มและรักษาริ้วรอย ร่องใต้ตา แก้ปัญหาถุงใต้ตา และขอบตาดำ ทำให้ใต้ตาดูเต็ม สมบูรณ์มากขึ้น ริ้วรอยและถุงใต้ตาหายไป รวมถึงเพิ่มความชุ่มชิ้นให้ดูเปล่งปลั่งสดใสและคืนความอ่อนเยาว์ให้กับคุณ

    ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
    - มากกว่า 80% สามารถเห็นผลหลังการฉีดทันที และค่อนข้างชัดเจน
    - สามารถสลายเองได้ตามธรรมชาติ 100% โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
    - ไม่มีแผลหลังการฉีด
    - ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
    - สามารถปรับแก้เพิ่มและลดได้ เพื่อให้ได้ผลตามต้องการ
    - ใช้ระยะเวลาไม่นานในการฉีด

    ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
    - ผลลัพธ์ไม่ถาวร สามารถอยู่ได้ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือกใช้ การปฏิบัติและดูแลตัวเอง จำเป็นต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องยาวนาน
    - บางรายอาจมีอาการบวมแดง หรือรอยช้ำหลังการฉีด แต่สามารถหายได้เองใน 2-3 วัน สามารถใช้การแต่งหน้าปกปิดได้

    การฉีดไขมันใต้ตา

    การฉีดไขมันใต้ตา เป็นการเติมร่องลึกและริ้วรอยด้วยไขมันของคุณเอง โดยแพทย์ผู้รักษาจะดูดไขมันส่วนเกินของคุณออกมาจากร่างกายของคุณ โดยมักจะเลือกไขมันส่วนเกินบริเวณต้นขาหรือหน้าท้อง นำไปปั่นแยกสกัดเอาสเต็มเซลล์ออกมาใช้ผสมกับเนื้อเยื่อไขมัน และนำมาฉีดที่บริเวณใต้ตา เพื่อช่วยฟื้นฟูความอ่อนเยาว์และแก้ปัญหาร่องลึกริ้วรอยต่างๆ


    ข้อดีของการฉีดไขมันใต้ตา
    - ลดความเสี่ยงต่ออาการแพ้ เนื่องจากไขมันที่ฉีดเข้าไปนั้นมาจากร่างกายของคุณเองไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม
    - ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
    - ใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์
    - ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ สามารถอยู่ได้นานกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติและดูแลตัวเอง

    ข้อเสียของการฉีดไขมันใต้ตา
    - ผลลัพธ์ไม่แน่นอนว่าไขมันจะติดมากน้อยเพียงใดในครั้งแรก โดยมีโอกาสสำเร็จเฉลี่ยเพียง 30% อาจต้องทำซ้ำหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
    - สามารถเติมเพิ่มได้อย่างเดียว ไม่สามารถฉีดสลายได้
    - กระบวนการค่อนข้างซับซ้อน และใช้ระยะเวลานาน เพราะจะต้องทำการตรวจเช็คไขมัน ดูดไขมัน ปั่นแยกสกัดแล้วจึงนำมาฉีดเข้าที่ใต้ตา
    - มีแผลบริเวณที่ทำการดูดไขมันไปใช้
    - อาจเกิดปัญหาผิวไม่เรียบหลังการฉีด

    วิธีใดอันตรายกว่ากัน?

    หากทำหัตถการทั้งสองอย่างนี้โดยแพทย์หรือบุคคลที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ ย่อมเกิดอันตรายต่อคุณได้ทั้งนั้น อาจเกิดการฉีดผิดวิธีหรือผิดตำแหน่งที่ก่อให้เกิดผลเสียกับร่างกายของคุณได้

    อันตรายที่ร้ายแรงที่สุดคือ การฉีดเข้าหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเนื้อตายหรือตาบอดได้ มักจะเกิดกับการฉีดไขมันใต้ตามากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยการฉีดไขมันผิดตำแหน่ง หรือเข้าหลอดเลือด จะไม่มีทางแก้หากเกิดความผิดพลาด เพราะไขมันนั้นไม่มีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยสลายได้ในทันที ต่างจากฟิลเลอร์ที่มีเอนไซม์ในการช่วยสลายได้

     อีกทั้งหากเกิดปัญหาจากการฉีดไขมันใต้ตา เช่น ไขมันจับเป็นก้อน หรือเป็นคลื่นไม่เรียบ จะต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดออกเท่านั้น เพราะไขมันที่เป็นก้อนไม่สามารถสลายไปเองได้

    ดังนั้นแพทย์หลายท่านจึงแนะนำการฉีดฟิลเลอร์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตามากกว่าการฉีดไขมัน เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าในเรื่องของผลข้างเคียง ความอันตราย และกระบวนการฉีด
Michiko Clinic/สสส.


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: