ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

สาวออฟฟิศเสี่ยงเป็นโรคช้ำรั่ว โรคใกล้ตัวกวนใจที่รักษาได้



    คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่

    - มีอาการแบบฉับพลัน รู้สึกอยากขับปัสสาวะมากจนไม่สามารถรอได้ (คนที่ไม่เป็น OAB จะสามารถกลั้นปัสสาวะและชะลอการขับปัสสาวะได้)

    - มีความถี่ มีความต้องการขับปัสสาวะที่บ่อยกว่าปกติ คือมากกว่า 8 ครั้งต่อวัน (จำนวนครั้งที่แต่ละบุคคลขับปัสสาวะในระหว่างวันอาจแตกต่างกัน แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งในช่วงเวลาที่ไม่ได้นอนหลับถือว่า “ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ”)

    - กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีการเล็ดราดของปัสสาวะโดยไม่สามารถควบคุมได้ เกิดจากความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างฉับพลัน (แม้การเล็ดราดของปัสสาวะอาจเป็นอาการอย่างหนึ่งของ OAB แต่ไม่ใช่ทุกคนจะต้องมีอาการนี้)

    - ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มีการตื่นขึ้นมาเพื่อไปปัสสาวะตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในช่วงกลางคืน (คนส่วนใหญ่สามารถนอนหลับได้ 6-8 ชั่วโมงโดยไม่ต้องปัสสาวะ)

    ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะเป็นประจำทุกวัน หรืออาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ไม่แน่นอน นั่นแสดงว่าคุณมีอาการทั่วไปของภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (overactive bladder หรือ OAB) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของ “โรคช้ำรั่ว”

    กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (OAB) หรือ “โรคช้ำรั่ว” สามารถเกิดได้ทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง และแม้ส่วนใหญ่จะเกิดในผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถเกิดได้กับทุกวัย ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไม่ใช่โรค แต่เป็นชื่อของกลุ่มอาการของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งถึงแม้ว่า OAB จะไม่ใช่โรคที่คุกคามถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตในหลายด้าน ทั้งด้านกิจวัตรที่บ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว สุขภาพกายและจิตใจ สังคม รวมถึงการประกอบอาชีพ หากไม่ได้รับการรักษา อาการเริ่มต้นที่เป็นเพียงแค่ก่อความรำคาญอาจเลวร้ายลงจนกลายเป็นอาการที่รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสาวออฟฟิศที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโรคช้ำรั่ว [overactive bladder (OAB)] พบมากขึ้นถึงกว่า 21.3% ด้วยไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไป มีความเร่งด่วน การจราจรที่ติดขัด ทำให้ไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน มีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนได้

    ปัจจุบันพบภาวะโรคกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (OAB) หรือที่เรียกว่าโรคช้ำรั่ว เป็นอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่แบบปัจจุบันทันด่วนเพิ่มมากขึ้นถึง 21.3% โดยส่วนใหญ่จะพบโรคนี้กับผู้สูงอายุที่มากขึ้น มากกว่าร้อยละ 30 พบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และสตรีเคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคน แต่ปัจจุบันพบในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี เพิ่มมากขึ้น ด้วยไลฟ์สไตล์และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพราะมีการแข่งขันสูง มีการทำงานต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง ไหนจะออกนอกสถานที่ ไหนจะต้องเผชิญกับภาวะรถติด ใช้เวลาบนท้องถนนนานเป็นพิเศษตามวิถีของคนเมือง บ้างไม่มีเวลาที่จะเข้าห้องน้ำ หรือต้องอั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน อาจประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะเล็ด หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ


    สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง เช่น การดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติจนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ นอกจากนั้นคนที่เคยผ่าตัดมดลูกมาก่อนอาจมีการเสื่อมของหูรูด และการหย่อนยานของผนังช่องคลอดรวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทจึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา และในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลงทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้เช่นกัน รวมถึงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ภาวะอื่น ๆ ที่พบได้น้อยกว่าแต่รุนแรงกว่าซึ่งจะลดคุณภาพของสัญญาณประสาทจากสมองไปยังกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดการเล็ดราดของปัสสาวะ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis: MS) การบาดเจ็บของไขสันหลัง และการเคยได้รับการผ่าตัดต่อมลูกหมากหรืออุ้งเชิงกรานมาก่อน

    อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ปัญหาของโรคนี้คือ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าตนเองเป็น เพราะมักจะเข้าใจผิดไปเองว่าอาการปัสสาวะบ่อยนั้นเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช้ำรั่วหรือไม่

    วิธีสังเกตอาการที่เสี่ยงต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

    1. อาการปวดราด คือปวดปัสสาวะรุนแรงจนเล็ดราดออกมา ไม่สามารถรอไปเข้าห้องน้ำได้ทัน ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 8 ครั้งขึ้นไปต่อวัน

    2. ปัสสาวะเล็ดจากการไอ จาม หรือหัวเราะ อาการลักษณะนี้มักพบในผู้หญิงที่เริ่มมีอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมาก เคยมีประวัติคลอดบุตรหลายคนไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีธรรมชาติ หรือผ่าตัด เคยมีการผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะ หรือเคยรับการฉายรังสีรักษาบริเวณนั้นมาก่อน

    3. ปัสสาวะราด คือเมื่อปวด ปัสสาวะก็ไหลออกมาเลย โดยไม่สามารถกลั้นได้



วงการแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: