ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

เชื้อราที่เล็บ..เป็นอย่างไร..มีวิธีรักษาไหม ?

เชื้อราที่เล็บ

    โรคเชื้อราที่เล็บ เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่เล็บ จากการติดเชื้อรา อาจทำให้รอบเล็บบวมแดงและกดเจ็บ เล็บร่น ไม่สวยงาม ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมประจำวันอีกด้วย

    โรคเชื้อราที่เล็บคืออะไร และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร

    โรคเชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis) หมายถึงการติดเชื้อราที่เล็บ ซึ่งรวมทั้งราที่เป็นสายราหรือราในรูปของยีสต์ซึ่งมีลักษณะเป็นเซลล์กลม โดยทั่วไปไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถตรวจพบได้ทางห้องปฏิบัติการ โดยชนิดของเชื้อราที่พบบ่อย คือ เชื้อกลากแท้ (dermatophytes) เชื้อกลากเทียม (non-dermatophytes) และเกิดจากยีสต์(yeasts) โดยเฉพาะเชื้อแคนดิดา (Candida)

    อาการของเชื้อราที่เล็บ

    ในระยะแรก อาจไม่สามารถสังเกตได้ แต่ความผิดปกติจะเริ่มแสดงออกมาเมื่อเชื้อราเริ่มขยายตัว มักมีเล็บที่ติดเชื้อราประมาณ 1 - 3 เล็บ โดยมักจะมีอาการดังนี้
    1. เล็บเปลี่ยนสี อาจเปลี่ยนเป็นสีดำ สีขาว สีเหลือง หรือสีเขียว

    2. เล็บหนาขึ้นหรือผิดรูป อาจทำให้ผิวเล็บเสียและขรุขระได้
    3. มีอาการกดเจ็บที่เล็บ รอบเล็บบวมแดง หรือคันผิวหนังบริเวณเล็บ
    4. เล็บร่น เนื่องจากแผ่นเล็บแยกตัวออกมาจากฐานเล็บ เกิดโพรงใต้แผ่นเล็บ เกิดขุยหนาใต้เล็บ

    การรักษาเชื้อราที่เล็บมีหลายวิธี เช่น

    1. รักษาความสะอาดของเล็บ
    2. ดูแลไม่ให้เล็บอับชื้น
    3. ยารับประทานรักษาเชื้อรา ต้องระวังผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น การแพ้ยา ผลต่อตับและไต รวมทั้งปฏิกิริยาระหว่างยา หากผู้ป่วยมีการใช้ยาอื่นอยู่ด้วย เช่น ยาลดไขมันในเลือด
    4. ยาทาเฉพาะที่ เป็นการรักษาที่มีความปลอดภัย โดยยาจะออกฤทธิ์เฉพาะเล็บที่ทายาเท่านั้น จะใช้ได้ผลดีเฉพาะโรคเชื้อราที่เล็บที่มีจำนวนเล็บไม่มากนัก และไม่มีลักษณะที่ทำให้เกิดการรักษาได้ยาก เช่น มีรอยโรคลามไปถึงโคนเล็บ
    5. การใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การถอดเล็บ การใช้แสงเลเซอร์

    เนื่องจากอาการแสดงอาจมีสาเหตุมาจากโรคทางผิวหนังชนิดอื่น หรือมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ดังนั้น หากพบว่าเล็บมีความผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: