ลดน้ำหนัก แต่งหน้า เคล็ดลับแต่งหน้า เทรนด์แฟชั่น

รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและครอบครัว

ความรุนแรงต่อเด็ก

    ความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและคนในครอบครัวเป็นปัญหาที่สำคัญ ควรได้รับการดูแลแก้ไข และรณรงค์ให้เกิดความตระหนักมากขึ้น

    วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี ได้รับการรับรอง จากองค์การสหประชาชาติให้เป็น “วันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 สำหรับประเทศไทย มีมติคณะรัฐมนตรี กำหนดให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือน “รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” โดยมีการรณรงค์ตลอดทั้งเดือนเพื่อให้สังคมได้ตระหนักและร่วมกันป้องกันความรุนแรง ที่จะเกิดขึ้นต่อเด็ก สตรีและคนในครอบครัว รวมไปถึงความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ ไม่เพิกเฉยหรือมองปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงปัญหาในครอบครัว ซึ่งปัญหาความรุนแรงในเด็กประกอบไปด้วย การทำร้ายร่างกายเด็ก การละเมิดทางเพศ การทำร้ายทางจิตใจ การละเลยทอดทิ้งเด็ก

    จากสถิติผู้มารับบริการของศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในระหว่างการระบาดของโควิด 19 มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้น ในปี 2562-2564 มีจำนวน 15,000-16,000 ราย โดยร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นบุคคลในครอบครัว ข้อมูลจากองค์การยูนิเซฟ พบว่าในช่วงการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด 19 เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายด้าน เช่น การถูกละเมิด ความรุนแรงด้านต่างๆ การถูกแสวงประโยชน์ การถูกกีดกันจากสังคม รวมถึงการถูกแยกจากผู้ปกครอง และจากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่า เด็กไทยถูกล่วงละเมิดทางเพศทางออนไลน์สูงมากขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่มักไม่ได้เล่าให้ผู้ปกครองฟัง และมากกว่าร้อยละ 47 ที่ไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไร


    สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี มีการจัดตั้งศูนย์พึ่งได้ (One Stop Crisis Center: OSCC) เพื่อให้การรักษาพยาบาลและคุ้มครองเด็ก โดยปฏิบัติงานภายใต้พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พบว่าปัจจุบันการคุกคามความปลอดภัยเด็กผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในปีนี้ทางสถาบันฯได้มีการจัดกิจกรรม รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในหัวข้อ “บ้านอบอุ่นใจ เด็กปลอดภัย ใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เป็น Keep your kids safe with smart family” เพื่อให้ความรู้แก่เด็กและผู้ปกครองให้มีความรู้เท่าทันสื่อ สามารถช่วยเหลือเด็กเมื่อประสบความรุนแรงในการใช้สื่อได้ โดยทางสถาบันฯมีคำแนะนำดังนี้

    1. ควรมีการจำกัดเวลาใช้ และตั้งกติกา
    2. ควรมีการตรวจสอบเนื้อหาของสื่อที่เด็กใช้
    3. มีเวลาให้กับลูกและทำกิจกรรมร่วมกัน
    4. สอนทักษะรู้เท่าทันสื่อและความฉลาดทางดิจิทัล โดยรู้จักวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของสื่อ คิดก่อนโพสต์ ไม่แชร์ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและผู้อื่น ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว เช่นที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ตั้งรหัสให้คาดเดายาก และตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ของตนอยู่เสมอ
    5. หากเกิดความผิดพลาดในการใช้สื่อหรือถูกคุกคาม เด็กๆ ควรบอกผู้ปกครองและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยควรหยุดการใช้สื่อโซเชียล บล๊อคการติดต่อกับบุคคลที่คุกคามและ Report เพื่อกันไม่ให้บุคคลนั้นใช้โซเชียลชั่วคราว บันทึกหน้าจอเพื่อใช้เป็นหลักฐานหลังจากนั้นให้ลบข้อมูลคุกคามหรือข้อมูลที่ไม่ดีออกเพื่อลดการส่งต่อ และผู้ปกครองคอยสังเกตติดตามอารมณ์และพฤติกรรมเด็กที่อาจได้รับผลกระทบ
กรมการแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน

Thaiza update: